แฟนคลับช็อก! หลังจาก แคท รัตกาล – พุทธชาติ ยศแก้วอุด ประกาศวางไมค์ยุติชีวิตวงการบันเทิงที่โลดแล่นมาเกือบ 20 ปี อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดังผู้มีรูปสวยเป็นทรัพย์ละทิ้งชื่อเสียงความดังที่กำลังรุ่งพุ่งแรง อำลาชีวิตทางโลก มุ่งมั่นสู่ทางธรรมอย่างจัดเต็ม หลายคนมองว่าเธอ “บ้า” เพราะคุณสมบัติที่เธอมีเป็นอะไรที่ผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝัน ทั้งสวยหน้าเป๊ะ หุ่นปังระดับนางแบบ พร้อมสรรพด้วยชื่อเสียงเงินทอง ดีกรีโปรกอล์ฟ แต่เธอกลับเลือกสลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี เพราะ “เบื่อ” อยาก “พอ”

ทีมผู้จัดการ Live จะพามาอัปเดตชีวิตของเธอในวัย 45 ภายใต้ร่มโพธิ์พระพุทธศาสนากัน โดยเธอต้องการให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการ “สนทนาทางธรรม”

ชีวิตไม่แน่นอน…จากนางฟ้า สู่เด็กวัด!
“ต่อให้เกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า เมื่อหมดบุญ ก็ต้องกลับไปเกิดตายเรื่อยไป…แล้วทำอย่างไรล่ะถึงจะไม่ต้องมีการเกิดอีก”

แคท รัตกาล กล่าวถึงปณิธานอย่างแรงกล้าในการ “ละ ปลง วาง” ในชาตินี้ เพราะการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการอีกแล้ว

โดยเธอขอเลือกปฏิบัติธรรมเป็นการบวชที่ไร้รูปแบบ ด้วยการโกนผมที่เคยยาวสลวยดำขลับ เธอเล่าว่า ทุกอย่างแค่สิ่งอุปโลกน์ชั่วคราวเท่านั้น ทุกอย่างแค่สิ่งสมมติ ขึ้นมา

โดยทุกวันนี้เธอจะใช้เวลาทั้งหมดเพื่อกลั่นกรองตัวเองที่วัดร่มโพธิธรรม จ.เลย สลับกับการมาพักที่ “สวนปันสุข” บนเนื้อที่ 3 ไร่อันแสนสงบในสวนลำไยของคุณพ่อ
“แคทเป็นคนจังหวัดลำปาง เรียนที่ลำปางตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย ตอนนี้ อายุ 45 แล้ว ตอนเด็กก็ใช้ชีวิตแบบเด็กๆทั่วไปช่วยแม่ทำงานค้าขายเรียนหนังสือ ตามที่ครอบครัวอยากให้เป็นอยากให้ทำอะไร

พี่สาวแคทเป็นพยาบาล เป็นช่างเสริมสวย มีร้านกาแฟเล็กๆอยู่หน้าบ้านพ่อดู แลสวนผลไม้ แม่เป็นแม่บ้าน ครอบครัวที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่

แคทชอบร้องเพลงชอบแอบไปประกวดร้องเพลงตามในเมืองลำปาง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ประกวดนู่นนี่นั่นเพื่อจะหาเงินมาเรียนหนังสือ เข้าวัดตามที่พ่อแม่และโรงเรียน พาไป”

เธอเล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นนักร้องเคยเป็นนางแบบ ถ่ายโฆษณามาก่อน เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มิสมอเตอร์โชว์ ปี พ.ศ. 2542 จากการสนับสนุนของ อุ๊บ วิริยะ พงษ์อาจหาญ นักปั้นศิลปินชื่อดัง

“เคยทำงานบริษัทเอเชียวิชั่น แล้วก็เป็นนางแบบ สังกัดโมเดลลิ่งต่างๆ ถ่ายโฆษณาเดินแบบถ่ายแบบ ประกวดโน่นนี่นั่นไป หาเงินเหมือนเคย(หัวเราะ)
แคทเคยประกวดมิสมอเตอร์โชว์ นานมากจำไม่ได้แล้วล่ะ แล้วก็มีคณะกรรมการ ชักชวนไปเป็นนักร้อง ค่ายแกรมมี่โกลด์ ประมาณ 3 – 4 ปี

หลังจากนั้น ก็ลาออกจากแกรมมี่มาเทิร์นโปรกอล์ฟ พอได้เป็นทิชชิ่งโปร ก็กลับมาเป็นนักร้องอีกครั้ง ในค่ายอาร์สยาม

เรามองว่าเราเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง และมาเป็นนักร้อง ในค่ายใหญ่ ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงคอนเสิร์ตต่างๆกับพี่พี่ศิลปินซุปตาร์ มีชื่อเสียงมีเงินทองส่งให้พ่อแม่ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลพ่อแม่พี่น้อง” เธอเล่าถึงความประทับใจเมื่อครั้งใช้ชีวิตทางโลก

เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2559 เธอได้ประกาศยุติบทบาทงานในวงการบันเทิง โดยคอนเสิร์ตในเรือล่องเรือเจ้าพระยาเป็นงานสุดท้ายที่เธอร้องเพลง

ปัจจุบันนี้มุ่งหน้าสู่ทางธรรมอย่างเต็มตัวและแรงกล้า โดยผันตัวมาเป็นเด็กวัด กินข้าววัด ที่วัดร่มโพธิธรรม จ.เลย

“หลวงพ่อ(โพธิ์ศรีสุริยะเขมรโต) บอกว่าอะไรที่พาให้คนหลงวกวนให้หยุดซะ”

ตีกอล์ฟดึงสติ สมาธิ สู่ธรรมะ
สำหรับจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาศึกษาธรรมะอย่างจริงจังนั้น เธอบอกว่า ต้องขอขอบคุณ “กีฬากอล์ฟ” เพราะเป็นสิ่งทำให้เธอโคจรมาเจอ “ธรรมะ”

“หลังจากที่แคทออกมาจากบริษัทแกรมมี่ ก็อยากจะมีอาชีพที่คิดว่ามั่นคงกว่านี้ ก็เลยคิดที่จะไปเทิร์นโปรกอล์ฟ ซึ่งตอนนั้นก็พอเล่นเป็นอยู่บ้างก็เลยไปฝึกซ้อมพร้อมกับการนั่งสมาธิฟังธรรมะให้จิตใจมันควบคุมได้

จุดเปลี่ยนที่หันมาหาธรรมะ คือเกิดจากกิเลส ความอยาก การเล่นกอล์ฟ นั้นฝีมือมันฝึกได้ แต่จิตใจฝึกยากมาก ตอนนั้นเราดื้อ ขี้โกรธ ขี้โมโห เวลาเจอสถานการณ์บีบคั้นแล้วจะใจสั่น คือตอนนั้นคิดว่า “สมาธิ” เท่านั้นที่จะช่วยได้

หลังจากฝึกสมาธิแล้วมันก็ดูเหมือนจะควบคุมได้นะ แต่ 2 วันหลังจากที่สอบผ่าน สติแตกเหมือนเดิมค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าทำให้เราชอบฟังธรรมะและฟังธรรมะเรื่อยมา และฟังมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เสาะหาครูบาอาจารย์ ฟังธรรมะหลากหลาย ชอบฟังพระไตรปิฎกมาก

แล้วช่วงนั้น ถ้าจำไม่ผิดจะมีสารคดีตามรอยพระพุทธเจ้า แคทดูแล้วประทับใจมาก เกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า จนชนิดที่ว่าฉันจะต้องไป 4 สังเวชนียสถานสักครั้งหนึ่งในชีวิตให้ได้”

นอกจากนี้ ยังมีความมุ่งมั่นแนวแน่ ศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธศาสนา โดยเธอย้ำว่า เส้นทางธรรม เป็นทางที่ถูกที่สุดประเสริฐที่สุดในชีวิตแล้ว เสียดายผ่านมาครึ่งชีวิตทำไมเพิ่งมาเจอ ถึงขนาดที่เธอเคยตั้งปณิธานผ่านสื่อเลยว่า

“ชีวิตนี้ตายเป็นตาย ขอจบตามพระสัทธรรม”

บ้างาน! เติมความสุข ไม่เคย “อิ่ม”

“ตอนช่วงเป็นนักร้องมีงานอะไรที่ไหนทำงานหมดทุกอย่าง บ้างาน ยิ่งมีงานเท่าไหร่เหมือนไม่เคยพอ อยากมีงานเยอะๆเรื่อยๆ วันหนึ่งมี 2-3 งาน วิ่งเฉียดตาย ซิ่งรถตู้ไปแค่ไหนเราก็ไม่กลัว ตอนนั้นความกลัวไม่รู้ไปไหนหมด”

เธอเล่าย้อนชีวิตช่วง “บ้างาน” ที่ดิ้นรนไม่เคยรู้จักพอ ความสุขไม่มีที่สิ้นสุด

“ความสุขที่ได้ตอนนั้นก็คิดว่าเป็นความสุขแล้ว มีงานทำ มีเงินใช้ มีเงินซื้อของใช้ที่สะดวก อยากไปไหนก็ได้ไป อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากเฮฮากับเพื่อนก็ไป อยากทำบุญก็ได้ มีเงินก็ทำบุญ มันก็มีความสุขนะ แต่ทำไมเรามีความรู้สึกว่า เมื่อมันมีความสุขแต่ทำไมไม่มีการจบ ของความสุข
สมมติเราไปทะเล เราได้ทำงานท่ามกลางทะเล มีความสุขมาก แล้วทำไมเรากลับมาบ้านเราอยากไปอีก ทำไมความสุขที่แบบไม่ต้องไปอีก ไม่ต้องไปอีก แบบหยุด มันมีมั้ย เราก็เลยเริ่มคิด แล้วได้คำตอบ

หลังจากที่เราใช้ชีวิตแสวงหา ดิ้นรน เหมือนไขว่คว้าอยากได้อยากมี อยากเป็นไม่หยุด แล้วจู่ๆก็เกิดความรู้สึก อยาก “พอ”

จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติธรรมมาหลายวัดหลายสำนัก นับไม่ถ้วน จนมาอยู่วัดร่มโพธิธรรม อ.หนองหิน จ.เลย
“ส่วนสาเหตุที่ไม่บวชในรูปแบบชีนั้นหลวงพ่อบอกให้ว่าแคทบวชในรูปแบบนี้แหละ “ไร้รูปแบบ” วันๆก็ปลงปลงไปว่างๆไป ไม่ต้องเอาอะไรอีก ไม่ต้องเอาศีล ไม่ต้องเอาสมาธิ ไม่ต้องเอาฌาณญาณ หรือปัญญา ให้สละ ปลงวางไปเรื่ิอยๆ วางๆไป ปลงๆไป ตื่นๆออกไป อย่าจมอย่าแช่อย่ารวมจิต

การปฏิบัติสมาธิฌานญาณ เพื่อจะเอาๆนิพพานนั้น มันเป็นกรรมซ้อนธรรม มันไม่ใช่การปลงการวางในตัวของมันเอง

สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ใน 31 ภพภูมิ ไม่ว่าภูมิใดก็ภูมิหนึ่ง ดูอย่างพระอาจารย์ของพระพุทธเจ้าสิสุดท้ายก็ต้องไปติดที่ภพภูมิพรหม”

ทุกวันนี้มองโลกเป็นไปตาม “กรรม”
“อนุสัยกรรมบางอย่างก็ยังมีเหมือนเดิม บางอย่างก็ลดลงอันนี้ได้ฟังจากที่คนรอบข้างบอกนะ จากเมื่อก่อนเคยจริงจังกับทุกสิ่ง ตอนนี้เบาๆลงไป

นิสัยอันไหนที่เคยตอกย้ำมาหลายภพชาติอันนี้ก็นานหน่อย ส่วนการมองโลกเหรอ โลกมันก็เป็นไปตามกรรมล้วนล้วนๆ เช่นนี้มาอยู่แล้ว มันก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่แล้ว เปลี่ยนไปเรื่อยๆของมันเช่นนั้นเอง ใครหลงใน “รู้” ก็ติดใน 31 ภพภูมิไป

ปล่อยวาง ไร้ซึ่งอนาคต
“ไม่มี” การวางแผนชีวิตข้างหน้า เพราะ “ปล่อยวาง” ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

“อยู่ที่นี่ไม่มีอนาคตหรอกค่ะ วางมันไปเรื่อยๆแบบนี้แหละ หยาดน้ำอุทิศบารมีไป ขออโหสิกรรมกันไป แผ่บารมีกับเจ้ากรรมนายเวรกันไป ยอมๆกันไป แล้วไปให้ไว ไม่อะไรกับอะไรกันไป เกื้อกูลกันไป และโปรดสัตว์กันไป

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ทั้งนั้น ใช่ทุกคนจะมีผลของกรรมเหมือนกันเล่นเกมเดียวกันใช่ว่าจะติดเกมเหมือนกัน

แต่งตัวโป๊เหมือนกันใช่ว่าจะถูกข่มขืนเหมือนกัน เล่นเฟซบุ๊กเหมือนกันใช่ว่าจะถูกลวงล่อเหมือนกัน มันอยู่ที่ใครทำกรรมอะไรไว้ เช่นนั้นเอง”

เป็นเด็กวัดอย่างเต็มตัว เธอจึงไม่ยึดติดในการกิน การอยู่ ความอร่อย ความสบาย เพราะในแต่ละวันกินเพียง 1 มื้อ คือ “มื้อที่หิว” หิวก็กิน ไม่หิวก็ไม่ต้องกิน

อดีตมือจับไมค์ ไฟส่องหน้า แสง สี เสียง ชีวิตที่เคยโลดแล่นบนเวทีนักร้องมาอย่างยาวนาน ไม่ได้ทำให้เธอโหยหาอยากกลับเข้าวงการบันเทิงอีก

“ก็เคยมีบ้างนะคะที่คิดถึง แล้วมันก็หายไปของมันเอง”

“ตอนนี้มีอะไรให้กินก็กิน มีที่อยู่แค่ไหนก็อยู่ จะสภาพดีหรือเลวหรือสวยหรือสบายก็เป็นไปตามมีตามเกิด ตามที่ได้ที่มีเกิดเองเป็นเอง บางครั้งก็อดอยากปากเป็นมัน (หัวเราะ) ที่วัดมีโรงทานบ่อยมาก”

ขอโสดตลอดชีวิต
หลายคนอาจมองว่าผู้หญิงที่หันหน้าเข้าสู่ทางธรรมคือคนที่ไม่สมหวังในความรัก ทุกข์เพราะคู่ครอง แต่สำหรับเธอปรารถนามาตลอดว่าขอเป็น “โสด” ไปตลอดชีวิต เพราะเธอมองออกว่า ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตเธอเพราะอะไร

“ก็เคยมีแฟนเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละค่ะ อกหักบ้างทิ้งเค้าบ้าง แต่ก็คงเคยปรารถนาว่าขออยู่เป็นโสดดีกว่า ชาตินี้ก็เลยไม่ได้ลงเอยกับใครสักคน

เมื่อก่อนจะมีวิธีการรับมือกับผู้ชายที่เข้ามาในชีวิต ระวังตัวอยู่ตลอด ต้องมีเพื่อนไปด้วยบางครั้ง ส่วนมากก็มีผู้จัดการคอยดูแลอยู่แล้ว กันชนอย่างดีเลย

และส่วนมากที่เข้ามา เพราะเขาเห็นเราอยู่ในสภาพ ที่แต่งตัวสวยงาม แค่เขาอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว เผ่นสิครับรออะไร (หัวเราะ)

จากที่เคยเป็นสาวสวย ผมยาวสลวย บัดนี้เธอหั่นผมทิ้งละซึ่ง “กิเลส” และเสื้อผ้าอาภรณ์ของปรุงแต่ง
“ความจริงแล้ว ที่ต้องไว้ผมยาวเพราะว่าใช้ทำมาหากินล้วนๆค่ะ (หัวเราะ)เพราะปกติเวลาอยู่บ้านหรือถ้าออกไปข้างนอก แบบไม่ใช่ไปทำงานนะแคทจะมัดจุกตลอดไม่ชอบปล่อยผม เพราะไม่ค่อยได้สระผมบ่อยผมมันยาวสระก็ยาก ใช้เวลานานมากในการสระผมดูแลผมอบไอน้ำสปาผม สารพัด

ก็เลยตัดสินใจไม่ยากในการที่จะตัดผมทิ้งและอีกอย่างก็จะลองดูซิว่าตัวเองจะสละของเหล่านี้ได้มั้ย”

เกิดมาเพื่อ “ให้” ไม่ใช่เพื่อ “เอา”
บารมีจะมากหรือน้อยไม่ใช่สาระ เพราะเกิดมาเพื่อ “ให้”ไม่ใช่มา “เอา” บารมีที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเอาแต่เกิดจากการให้ การปลงการวางการสละเพราะฉะนั้นทุกคนเกิดมามีบุญบารมีอยู่แล้วค่ะ

จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนเคยให้เคยสละเคยปลงเคยวางมาในแต่ละภพชาติ มากน้อยอย่างไร แล้วก็อุทิศบุญบารมีนั้นให้กับทุกสรรพสิ่งทุกดวงจิตวิญญาณบิดามารดาบุพการีทั้งหลายเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายมนุษย์อมนุษย์ทั้งหลาย ให้เขาได้มีส่วนในอธิวาสนาบารมีที่เคยมีมา อุทิศบารมีไปเรื่อยเรื่อยๆแค่นี้

ไม่ใช่อะไรก็จะเอา บุญก็จะเอา บารมีก็จะเอา ศีลก็จะเอาสมาธิก็จะเอาปัญญาก็จะเอา มีแต่เอากับเอา มีแต่ตัณหา

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์