ค่ายกิจกรรมฝึกทักษะ “รู้รอดปลอดภัย” ด้วยการนำเด็กอายุ 9-12 ปี รวม 45 คน เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเสริมทักษะการดูแลตนเอง ให้ปลอดภัยจากภาวการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ แข็งแรง รู้วิธีร้องขอเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงทำให้ตนเองและคนรอบข้างปลอดภัย นับเป็นอีกกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนเป็นอย่างมาก

สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ที่จับมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park ในฐานะเจ้าของพื้นที่จัดกิจกรรม หน่วยงานทั้งหมดริเริ่มกิจกรรมดังกล่าวขึ้นมา พร้อมดึงบุคลากรที่เข้าใจการช่วยเหลือตนเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งจากโรงพยาบาลราชวิถี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ศูนย์ความปลอดภัย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เข้าอบรมกับเยาวชนให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย บอกเล่าว่า กิจกรรมเข้าค่ายรู้รอดปลอดภัยถือเป็นครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้น โดยมุ่งเน้นฝึกทักษะให้ความรู้ ภายใต้โครงการส่งเสริมและป้องกันคนไทยไม่ให้เจ็บป่วยฉุกเฉิน และเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้วิธีป้องกันตนเองได้ พร้อมสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เน้นกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปให้ใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างไม่ให้เจ็บป่วย หรือหากเจ็บป่วยแล้วสามารถควบคุมโรคและไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือหากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินก็สามารถดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงของโรค
สิ่งที่ยืนยันผ่านตัวเลขได้ชัดเจนว่าเด็กมีความสำคัญอย่างมากต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเนื่องด้วยจากข้อมูลสถิติของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัยในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่พบว่า เด็กอายุตั้งแต่ 1-14 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจำนวน 2,200 คน/ปี เป็นการเสียชีวิตจากการจมน้ำและอุบัติเหตุจราจร แต่ในมุมกลับกัน หากทักษะการดูแลตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นในภาวะฉุกเฉินได้บรรจุเข้าเป็นหลักสูตรหรือในวิชาทักษะชีวิตจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้วิธีป้องกันตนเองหรือคนรอบข้างไม่ให้เจ็บป่วยได้ แม้ในอดีตจะเคยมีการเรียนการสอนในวิชาลูกเสือ แต่ปัจจุบันเด็กต้องเรียนและมีเนื้อหาการศึกษาต่างๆ เป็นจำนวนมาก จึงทำให้การเสริมทักษะในด้านนี้ลดลง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth